ภายในปี 2030 นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ไว้ว่ามูลค่าของตลาด AI สำหรับเครื่องจักรจะมีมูลค่าสูงถึง
9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จาก 3
พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2026 เป็นการเติบโตเฉลี่ยปีละ 29.2% ด้วยแรงขับเคลื่อนของระบบอัตโนมัติที่ทันสมัยในภาคอุตสาหกรรม, ต้นทุนที่เกิดจาก Downtime, การใช้งานเซนเซอร์ในเครื่องจักร
และความต้องการกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
แรงกดดันสามด้านที่ทำให้
AI
ไม่ใช่ทางเลือก
การเติบโตขนาดนี้ไม่ได้เกิดจากความตื่นตัวของตลาดกับเทคโนโลยีล่าสุดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
แต่ยังมีรากมาจากปัญหาที่โรงงานทั่วโลกเผชิญอยู่จริง
และหาทางออกแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป
แรงกดดันที่หนักที่สุดคือ
ต้นทุนของ Downtime รายงานระบุว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลักของตลาด
ในโรงงานสมัยใหม่ที่สายการผลิตหนึ่งสายหยุดหมายถึงความเสียหายเป็นแสนบาทต่อชั่วโมง
การรอให้เครื่องจักรพังก่อนแล้วค่อยซ่อมเป็นทางเลือกที่แพงเกินไป
ด้านที่สองคือ Sensor-Enabled
Machinery ที่แพร่หลายขึ้นเรื่อยๆ
เครื่องจักรรุ่นใหม่ติดเซนเซอร์มาตั้งแต่โรงงาน
ข้อมูลที่ได้จากเซนเซอร์เหล่านั้นมีมากเกินกว่าที่คนจะอ่านและตีความได้ทัน AI
จึงกลายเป็นเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการใช้ข้อมูลเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์จริง
แรงกดดันที่สามคือ
การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ
โดยเฉพาะในตำแหน่งที่ต้องอ่านสัญญาณเครื่องจักรและตัดสินใจแก้ปัญหาได้เร็ว AI
ไม่ได้มาแทนคนงาน แต่มาเสริมในงานที่ขาดคนที่มีความเชี่ยวชาญเพียงพอ
การติดตามและใช้ประโยชน์จากข้อมูล:
หัวใจสำคัญการใช้งาน AI แบบ Real-Time
ข้อมูลการแบ่งส่วนตลาดชี้ให้เห็นว่าแอปพลิเคชันที่โตเร็วที่สุดและได้รับการลงทุนสูงสุด
คือ การซ่อมบำรุงเชิงคาดการณ์ ตามมาด้วย การควบคุมคุณภาพ,
ยกระดับประสิทธิภาพกระบวนการ และ หุ่นยนต์อัจฉริยะ
ซึ่งแอปพลิเคชันเหล่านี้นั้นเป็นการต่อยอดจากการเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้อย่างครบถ้วนและสามารถตอบสนองได้แบบ
Real-Time
เพราะการซ่อมบำรุงเชิงคาดการณ์นั้นมี ROI
ที่วัดได้ชัดเจนที่สุด การลงทุนในระบบ AI ที่อ่านสัญญาณเครื่องจักรและแจ้งเตือนก่อนที่จะเสียหาย
เมื่อเปรียบกับค่าซ่อมและเวลาสูญเสียที่หายไป ตัวเลขออกมาในทางบวกเกือบทุกกรณี
ในฝั่งของเทคโนโลยี Machine
Learning ครองส่วนใหญ่ ตามด้วย Computer Vision ซึ่งใช้กันแพร่หลายในระบบตรวจสอบคุณภาพบนสายการผลิต ทั้งสองอย่างนี้ไม่ใช่
AI ในระดับ Generative หรือ ChatBot
แต่เป็น AI ที่ทำงานเฉพาะทาง
ฝึกมาบนข้อมูลจากเครื่องจักรจริง และตัดสินใจได้เร็วกว่าคนที่ดีที่สุดในสายการผลิต
‘เอเชียตะวันออกเฉียงใต้’
ตลาดเกิดใหม่ที่จะเปลี่ยนฉากทัศน์มูลค่า AI ในเครื่องจักระดับสากล
รายงานระบุถึงพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยตรงว่าเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญต่อห่วงโซ่มูลค่าในระดับโลกที่จะเปลี่ยนแปลงไป
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ การย้ายฐานการผลิตออกจากจีนที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วง COVID-19 และเข้มข้นยิ่งขึ้นในสงครามการค้า
ตลอดจนความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น
ทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ใหม่ของห่วงโซ่อุปทานโลก
เป็นโชคดีที่ประเทศไทยอยู่ตรงกลางของโอกาสนั้น
ทั้งจากฐานอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่แล้ว
และจากนโยบายดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย แต่โอกาสนี้จะไม่รอ
และมาพร้อมกับข้อกำหนดที่ชัดเจน ดังนั้นโรงงานที่จะรับงานในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกจะต้องแสดงให้ได้ว่ามีระบบควบคุมคุณภาพและการติดตามข้อมูลที่เชื่อถือได้
ซึ่งทั้งสองประเด็นนั้นกำลังถูกขับเคลื่อนอัตโนมัติด้วย AI
อยู่ในตอนนี้
การเติบโตของตลาด AI
ในเครื่องจักรที่มีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในจุดสนใจสำคัญ
เมื่อผนวกรวมเข้ากับภาพของการขับเคลื่อนภาคชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงอย่างเข้มข้น
ก็จะมองเห็นภาพของโอกาสตลาด AI ในเครื่องจักรด้วยเช่นกัน
เพราะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงไทยถูกขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายของการสร้าง AI
Data Center ซึ่งใช้ชิ้นส่วนและเทคโนโลยีร่วมกับ AI ในเครื่องจักรเป็นจำนวนมาก ประกอบกับประเทศไทยนั้นมีผู้ผลิตเครื่องจักร
ศูนย์ความเป็นเลิศต่างๆ และการเร่งพัฒนา SI ในปัจจุบัน
ทำให้แนวโน้มที่เกิดขึ้นจะเป็นผลดีในระยะยาวหากสามารถสร้างฐานรากโครงสร้างพื้นฐานด้านอิเล็กทรอนิกส์และ
AI ยุคใหม่ขึ้นได้จริง
ที่มา : mmthailand
วันที่ 23 กรกฎาคม 2569