“อาลีบาบา คลาวด์” เผยรายงาน
“แนวโน้มและดัชนีความยั่งยืนที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีประจำปี 2024”
(Tech-Driven Sustainability Trends and Index 2024)
โดยพบว่า
ธุรกิจมากกว่าสามในสี่ (76%) ในเอเชีย ยุโรป
และตะวันออกกลางตระหนักว่า เทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI)
และคลาวด์คอมพิวติ้ง มีศักยภาพสูงในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม
61%
ของผู้ตอบแบบสอบถามยังคงกังวลว่าการที่เทคโนโลยีเหล่านี้ใช้พลังงานมากจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้อย่างแพร่หลาย
เซลิน่า
หยวน ประธานฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศ อาลีบาบา คลาวด์ อินเทลลิเจนซ์
ธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและหน่วยงานหลักด้านอินเทลลิเจนซ์ของอาลีบาบา กรุ๊ป
เผยว่า การให้ความสำคัญกับการนำศักยภาพของ AI คลาวด์คอมพิวติ้ง
และเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคต่างๆ
นั้นแตกต่างกัน
·
‘เอเชีย’ ผู้นำการใช้
‘AI’
ผลสำรวจพบว่า
ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียเป็นผู้นำในเรื่องนี้ (83%) ตามติดด้วยตลาดตะวันออกกลาง
(78%) ยุโรป (74%) และตลาดที่พัฒนาแล้วในเอเชีย
(72%) หากลงรายละเอียดระดับประเทศ
ตลาดที่ให้ความสนใจและให้ความสำคัญด้านนี้มากที่สุดคือฟิลิปปินส์ (91%) สิงคโปร์ (84%) อินโดนีเซีย (81%) และไทย (81%)
เอเชียนับเป็นผู้นำในการใช้
AI
คลาวด์คอมพิวติ้ง และใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีขับเคลื่อนความยั่งยืน
อย่างไทยเองก็อยู่ในลำดับต้นๆ ในการใช้ AI และคลาวด์คอมพิวติ้งเช่นกัน
นอกจากนี้พบด้วยว่าโดยเฉลี่ย
80% ได้กำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนไว้แล้ว
โดยประเทศไทยสูงกว่าผลเฉลี่ยเล็กน้อยอยู่ที่ 82%
หากมองถึง
ความแตกต่างในการใช้ AI และความพยายามด้านความยั่งยืนของแต่ละภูมิภาค
แม้การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้จะเป็นไปในเชิงบวก แต่ธุรกิจ 59%
ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้อย่างไร
โดยตลาดเอเชียมีช่องว่างด้านนี้มากที่สุดที่ราว
63% ตามด้วยยุโรป 61% และตะวันออกกลาง 45% เฉพาะในเอเชียประเทศไทยอยู่ในลำดับที่สาม 70%
รองจากสิงคโปร์ 83% และเขตบริหารพิเศษฮ่องกง 75%
พบด้วยว่าธุรกิจประมาณสองในสาม
(62%)
เชื่อว่าองค์กรของตนยังล้าหลังในการนำคลาวด์คอมพิวติ้งและ AI
มาปรับใช้เพื่อเร่งให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้เร็วขึ้น
ข้อกังวลนี้มีเปอร์เซ็นที่สูงในประเทศสิงคโปร์
(80%)
ฟิลิปปินส์ (77%) ญี่ปุ่น (75%) และเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (75%) ซึ่งบ่งชี้ถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่องค์กรต่างต้องเร่งนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาความยั่งยืน
·
ยังกังวลเรื่อง
‘พลังงาน’
โดยภาพรวม
ธุรกิจ 82% เห็นตรงกันว่าการพัฒนาเทคโนโลยีที่ยั่งยืน เป็นสิ่งสำคัญต่อบริษัทของตน
โดยสิงคโปร์ (93%) ฟิลิปปินส์ (91%) และอินโดนีเซีย
(89%) เป็นสามประเทศที่มีสัดส่วนสูง
ด้านคุณประโยชน์หลากหลายของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อความยั่งยืนที่องค์กรที่ผู้ตอบแบบสำรวจตระหนักมากที่สุด
เช่น ประหยัดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
และสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)
ได้ดีขึ้น สำหรับประเทศไทย 80%
เห็นด้วยกับเรื่องนี้
ข้อมูลระบุว่า
52% ของธุรกิจในตะวันออกกลางมองว่า AI และ ML (แมชชีนเลิร์นนิ่ง)
เป็นเทคโนโลยีดิจิทัลที่สำคัญที่สุดสำหรับการพัฒนาความยั่งยืนขององค์กร
ขณะที่ยุโรปให้ความสำคัญเรื่องนี้รองลงมาที่
41% ตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย 40%
และตลาดที่พัฒนาแล้วในเอเชีย 36%
ผู้ตอบแบบสำรวจในไทยระบุว่าทั้ง AI/ML และคลาวด์คอมพิวติ้งเป็นเทคโนโลยีดิจิทัลที่สำคัญที่สุด
(34%)
ขณะเดียวกัน
81%
รู้สึกว่าจำเป็นต้องใช้คนควบคุมและชี้แนะการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและเครื่องมือด้าน
AI ต่างๆ โดยตลาดตะวันออกกลาง (91%) มีแนวคิดด้านนี้สูงสุด
ตามด้วยตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย (83%) ยุโรป (82%) และตลาดพัฒนาแล้วในเอเชีย (74%)
อย่างไรก็ตาม
ผู้ตอบแบบสำรวจ 61%
กังวลว่าการที่เทคโนโลยีดิจิทัลใช้พลังงานปริมาณมากจะเป็นอุปสรรคต่อการนำ AI
ไปใช้ในวงกว้าง โดยสิงคโปร์มีความกังวลสูงสุดที่ 85% ฟิลิปปินส์ 77% เขตบริหารพิเศษฮ่องกง 75% และไทย 65% นอกจากนี้ธุรกิจ 71% ยังเชื่อว่าการใช้พลังงานปริมาณมากของเทคโนโลยีดิจิทัลเช่น AI จะไม่คุ้มกับประโยชน์ที่จะได้รับ โดย 3
ตลาดที่กังวลเรื่องนี้สูงสุดคือสิงคโปร์ 86% ฟิลิปปินส์ 84% และมาเลเซีย 81%
อาลีบาบา
คลาวด์ วิเคราะห์ว่า
รายงานฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเลือกผู้ให้บริการทางเทคโนโลยีที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน
มุมของการเลือกผู้ให้บริการคลาวด์ที่
"เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม"
ธุรกิจประมาณครึ่งหนึ่งให้ความสำคัญกับผู้ให้บริการคลาวด์ที่ใช้พลังงานทดแทน (51%)
ตามด้วยผู้ให้บริการที่คงไว้ซึ่งการดำเนินงานของดาต้าเซ็นเตอร์ที่ประหยัดพลังงาน
(46%) และใช้แนวทางหรือมีโครงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน (42%)
สำหรับผู้ตอบแบบสำรวจในไทยให้ความสำคัญกับการเลือกผู้ให้บริการคลาวด์แตกต่างเล็กน้อย
โดยจัดให้ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ประหยัดพลังงานอยู่ในลำดับสูงสุด (51%)
ตามด้วยผู้ให้บริการที่มีความมุ่งมั่นในอนาคตเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นนวัตกรรมหรือมีความยั่งยืน
(41%)
และผู้ให้บริการที่ใช้พลังงานทดแทนในการดำเนินงานดาต้าเซ็นเตอร์ (38%)
·
‘โอเพ่นซอร์ส’
สร้างจุดเปลี่ยน
จากการสำรวจซึ่งสะท้อนไปถึงความคิดเห็นของผู้มีอำนาจตัดสินใจกว่า
1,300 ราย จาก 13 ตลาด ในหลากหลายอุตสาหกรรมเช่น
เทคโนโลยีและการสื่อสาร การเงิน โครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากรหมุนเวียน การดูแลสุขภาพ
การขนส่ง ค้าปลีก และภาคการผลิต ทำให้เกิดความกระจ่างเกี่ยวกับทัศนคติ
และความท้าทายในการใช้ AI และคลาวด์คอมพิวติ้งเพื่อความยั่งยืนที่ธุรกิจเผชิญในปัจจุบัน
โดยเฉพาะความสำคัญของเทคโนโลยี
ผู้บริการต่างมีมุมมองว่า
เทคโนโลยีมีบทบาทในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่สร้างผลกระทบสำคัญ
ทั้งยังเน้นให้เห็นความจำเป็นที่ธุรกิจควรใช้ AI และคลาวด์คอมพิวติ้งอย่างมีความรับผิดชอบ
เพื่อขจัดความกังวลด้านการใช้พลังงานและลดช่องว่างของการทำงานด้านความยั่งยืน
สำหรับอาลีบาบา
คลาวด์ มุ่งสนับสนุนความยั่งยืนของธุรกิจต่างๆ
ด้วยโซลูชันที่ปรับขนาดการทำงานได้และยั่งยืน โดยตั้งเป้าใช้พลังงานสะอาด 100% ภายในปี 2573
และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก
เพิ่มขีดความสามารถให้กับ Generative AI เช่น
ประสิทธิภาพของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ฯลฯ
เชื่อว่า “โอเพ่นซอร์ส” มีศักยภาพที่จะทำให้ธุรกิจทุกขนาดเข้าถึงเทคโนโลยี AI ขั้นสูงได้ด้วยค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม เสริมแกร่งให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถสร้างแอปพลิเคชัน AI เฉพาะงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าใช้จ่าย
ที่มา
:
กรุงเทพธุรกิจ
วันที่
:
14 มีนาคม 2568