คณะนักวิทยาศาสตร์จากประเทศจีน
ประสบความสำเร็จครั้งสำคัญในการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
วิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีและแร่ธาตุของด้านไกลบนดวงจันทร์
หรือที่มักเรียกกันว่า “ด้านมืดของดวงจันทร์” ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก
ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลเพื่อช่วยไขปริศนาเกี่ยวกับวิวัฒนาการทางธรณีวิทยาของบริวารโลกที่มีมาอย่างยาวนาน
ความสำเร็จในครั้งนี้ต่อยอดมาจากตัวอย่างดินและหินดวงจันทร์ที่เก็บกลับมาโดยภารกิจ
ฉางเอ๋อ-6
(Chang’e-6) ซึ่งเป็นภารกิจแรกของมนุษยชาติที่สามารถนำตัวอย่างจากซีกด้านไกลของดวงจันทร์กลับมายังโลกได้
ทีมวิจัยนี้เป็นการรวมพลังกันระหว่างนักวิจัยจากสถาบันฟิสิกส์เทคนิคแห่งเซี่ยงไฮ้
(SITP)
ภายใต้สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (CAS) ร่วมกับมหาวิทยาลัยถงจี้
(Tongji University) ซึ่งได้พัฒนาโมเดล AI ขั้นสูงเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลสเปกตรัมและลักษณะทางธรณีวิทยา
โดยนำข้อมูลจริงจากตัวอย่างน้ำหนักกว่า 1.9 กิโลกรัม
มาทำการสอนระบบ AI
เมื่อรวมข้อมูลนี้เข้ากับภาพถ่ายความละเอียดสูงจากยาน
คางุยะ (Kaguya)
ของญี่ปุ่น ระบบ AI สามารถถอดรหัสการสะท้อนของแสงอาทิตย์บนพื้นผิวเพื่อระบุการกระจายตัวของออกไซด์หลัก
6 ชนิด ได้แก่ เหล็ก, ไทเทเนียม,
อะลูมิเนียม, แมกนีเซียม, แคลเซียม และ ซิลิกอน
จนเกิดเป็นแผนที่เคมีที่มีความแม่นยำสูงฉบับแรกของโลก ตามคำกล่าวของทีมวิจัย
โดยผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร เนเจอร์
เซนเซอร์ (Nature Sensors) ระบุว่า
ข้อมูลใหม่นี้ช่วยสนับสนุนทฤษฎีมหาสมุทรแมกมา (Magma Ocean) ในยุคเริ่มแรกของดวงจันทร์
ที่เย็นตัวลงอย่างไม่เท่ากัน
ส่งผลให้เปลือกดวงจันทร์และเนื้อของพื้นผิวดวงจันทร์ในฝั่งใกล้และฝั่งไกล
มีองค์ประกอบทางเคมี รวมถึงกิจกรรมของภูเขาไฟที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
นอกจากประโยชน์ด้านวิชาการแล้ว
แผนที่เคมีที่มีความแม่นยำสูงนี้ยังจะเป็นเข็มทิศสำคัญในการคัดเลือกจุดลงจอดสำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์
รวมถึงการวางแผนทรัพยากร
ช่วยให้ทราบแหล่งแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับการตั้งฐานที่มั่นบนดวงจันทร์
และทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์โลก เนื่องจากดวงจันทร์เปรียบเสมือนบันทึกฟอสซิลทางธรณีวิทยาของระบบโลกและดวงจันทร์ในช่วงพันล้านปีที่ผ่านมา
ที่มา : TNN Thailand
วันที่ 11 มีนาคม 2569