‘หุ่นยนต์มนุษย์’ ฮิวแมนนอยด์ คลื่นเศรษฐกิจลูกใหม่ มูลค่าแตะ 2 แสนล้านดอลล์ ปี 78


กระแสความสนใจในหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ หรือที่เรียกกันว่า “Humanoid Robot” พุ่งสูงขึ้นในแวดวงการลงทุนระดับโลก หลังผู้บริหารและนักวิเคราะห์ชั้นนำประเมินตรงกันว่าเทคโนโลยีนี้จะกลายเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ

มาซาโยชิ ซัน ซีอีโอของ SoftBank ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นบีซีว่า Physical AI หรือเอไอที่แสดงตัวในรูปแบบกายภาพ หมายถึง ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ไม่ได้ทำงานอยู่แต่ในซอฟต์แวร์หรือหน้าจอ แต่ถูกฝังเข้าไปในร่างกายของหุ่นยนต์และเครื่องจักรอัตโนมัติเพื่อให้สามารถเคลื่อนไหว หยิบจับสิ่งของ และปฏิบัติงานในโลกจริงได้ จะเป็นแหล่งกำเนิดของบริษัทมูลค่าระดับล้านล้านดอลลาร์รายถัดไปของโลก

·      Barclays ชี้ตลาดโตได้100เท่าใน10ปี

หนึ่งในผู้ที่ศึกษาแนวโน้มนี้อย่างจริงจัง คือ ซอร์นิตซา โทโดโรวา หัวหน้าฝ่ายวิจัยเชิงธีมด้านตราสารหนี้ สกุลเงิน และสินค้าโภคภัณฑ์ของธนาคาร Barclays และหนึ่งในผู้ร่วมเขียนรายงานชื่อ AI Gets Physical ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อต้นเดือนมิถุนายน

โทโดโรวา ให้สัมภาษณ์ในรายการ Squawk Box Europe ของซีเอ็นบีซีว่า “นี่คือทศวรรษของหุ่นยนต์” พร้อมชี้ว่า แม้ตลาดหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ในปัจจุบันจะยังมีขนาดเล็กมาก โดยมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 2,000 - 3,000 ล้านดอลลาร์ แต่ Barclays คาดการณ์ว่าตลาดดังกล่าวจะขยายตัวสู่ระดับ 200,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2578 หรือเติบโตขึ้นประมาณ 100 เท่าตัวในระยะเวลาเพียงทศวรรษเดียว

รายงานของ Barclays ระบุว่า หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ถือเป็น “ระบบอัตโนมัติรุ่นที่ 3” หรือ Automation 3.0 ซึ่งเป็นคลื่นลูกใหม่ที่เข้ามาต่อยอดจากหุ่นยนต์อุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมและซอฟต์แวร์อัตโนมัติในยุคก่อนหน้า โดยมีแรงผลักดันสำคัญมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานทั่วโลก

ทั้งการที่ประชากรในหลายประเทศกำลังแก่ตัวลง การขยายตัวของเมือง และทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการทำงานบางประเภท ส่งผลให้หลายอุตสาหกรรมเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานในระดับที่แก้ไขได้ยากด้วยวิธีเดิม

งานที่มักถูกเรียกว่า 3D Jobs ได้แก่ งานสกปรก (Dirty) เช่น เก็บขยะ ทำความสะอาดท่อระบายน้ำ ล้างถังบำบัดน้ำเสีย ทำความสะอาดโรงงานอุตสาหกรรม ทำงานในฟาร์มปศุสัตว์หรือโรงฆ่าสัตว์

งานน่าเบื่อซ้ำซาก (Dull) และงานอันตราย (Dangerous) คืองานที่รายงานมองว่าเหมาะกับการนำหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่มากที่สุด และขณะนี้ก็เริ่มเห็นภาพชัดขึ้นเรื่อยๆ แล้ว

 

โทโดโรวา อธิบายว่า ในปัจจุบันหุ่นยนต์เหล่านี้เริ่มถูกนำไปใช้ในงานพื้นฐานที่มีรูปแบบชัดเจนแล้ว เช่น การยกกล่องสินค้า การหยิบชิ้นส่วนบนสายการผลิต หรือการทำงานซ้ำๆ ในโรงงาน ซึ่งล้วนเป็นตำแหน่งที่หลายแห่งหาแรงงานมนุษย์มาทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม โทโดโรวายอมรับตรงๆ ว่าเทคโนโลยียังคงอยู่ในช่วงพัฒนา และยังมีงานอีกมากที่ต้องทำก่อนที่หุ่นยนต์จะสามารถรับมือกับงานซับซ้อนได้เต็มรูปแบบ แต่สิ่งที่เธอเน้นย้ำคือความเร็วของการพัฒนา โดยเฉพาะโมเดลเอไอที่สามารถประมวลผลและตอบสนองต่อสถานการณ์แบบเรียลไทม์ได้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

โอกาสใหญ่ที่สุดในตลาดตะวันตกจะเกิดขึ้นเมื่อ Physical AI เริ่มบุกเข้าสู่ภาคบริการ เพราะนั่นคือส่วนที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหลักของประเทศตะวันตก และเมื่อถึงวันนั้น ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่โรงงานหรือคลังสินค้า แต่จะขยายเข้าไปสู่ชีวิตประจำวันของคนทั่วไป

·      สองระลอกการเปิดตัวหุ่นยนต์

Barclays คาดการณ์ว่า การนำหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ไปใช้งานจะเกิดขึ้นเป็น 2 ระลอกใหญ่ ระลอกแรกกำลังดำเนินอยู่แล้วในขณะนี้ และคาดว่าจะต่อเนื่องไปจนถึงประมาณปี 2573 โดยเน้นในภาคการผลิต โลจิสติกส์ เกษตรกรรม และการก่อสร้าง ซึ่งเป็นงานที่มีโครงสร้างชัดเจนและสามารถกำหนดขั้นตอนการทำงานให้หุ่นยนต์ปฏิบัติตามได้ไม่ยาก

หลังปี 2573 เป็นต้นไป จะเข้าสู่ระลอกที่สอง ซึ่งหุ่นยนต์จะเริ่มเข้าไปทำงานในภาคส่วนที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์โดยตรงมากขึ้น ได้แก่ การดูแลสุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ การศึกษา และธุรกิจบริการต่างๆ รวมถึงการท่องเที่ยวและการบริการ ซึ่งล้วนเป็นสาขาที่ต้องการความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับรู้สถานการณ์ในระดับที่สูงกว่างานในโรงงานทั่วไป

·      จีนมหาอำนาจหุ่นยนต์ทิ้งห่างโลกตะวันตก

ประเด็นที่รายงานของ Barclays ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ บทบาทของจีนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์โลก โดยระบุว่าจีนได้กลายเป็นทั้ง “มหาอำนาจด้านหุ่นยนต์” และ “ห้องทดลองนวัตกรรม” ของโลกไปพร้อมกัน

จีนติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรมประมาณ 300,000 ตัวต่อปี คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนการติดตั้งทั่วโลก ในขณะที่สหรัฐติดตั้งเพียงประมาณ 34,000 ตัว และตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา ความหนาแน่นของหุ่นยนต์ในภาคอุตสาหกรรมจีนเพิ่มขึ้นถึง 600% จนปัจจุบันอยู่ที่เกือบ 500 ตัวต่อแรงงาน 10,000 คน

ในส่วนของหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์โดยเฉพาะ จีนครองความเป็นผู้นำทั้งด้านการผลิตและการนำไปใช้งานจริง โดยคิดเป็น 85% ของการติดตั้งทั่วโลกในปีที่ผ่านมา และข้อได้เปรียบสำคัญที่ทำให้จีนทิ้งห่างคู่แข่งได้คือ ต้นทุนการผลิต โดยหุ่นยนต์หนึ่งตัวในจีนมีต้นทุนเฉลี่ยราว 50,000 ดอลลาร์ หรือถูกกว่าผู้ผลิตในสหรัฐและยุโรปประมาณครึ่งหนึ่ง

แดน ไอฟส์ (กรรมการผู้จัดการและนักวิเคราะห์หุ้นอาวุโสของ Wedbush Securities ยืนยันกับซีเอ็นบีซีในทิศทางเดียวกันว่า จีนคือผู้นำที่ชัดเจนในอุตสาหกรรมนี้ขณะนี้ ในขณะที่สหรัฐยังอยู่ในโหมดไล่ตาม

·      เอเชียคือหัวใจของการลงทุนครั้งนี้

เจสัน พิดค็อก ผู้จัดการกองทุน Asian Income Fund มูลค่า 3,690 ล้านดอลลาร์ ของบริษัทจัดการสินทรัพย์ Jupiter กล่าวว่า หากมองไปอีก 10 ปีข้างหน้า โลกจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีหุ่นยนต์

เขาคาดการณ์ว่า ในอนาคต หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์จะปรากฏอยู่ทุกที่ ทั้งในโรงงาน กองทัพ และหน่วยงานรัฐบาล และอาจถึงขั้นที่ผู้คนมีหุ่นยนต์ลักษณะนี้ใช้งานอยู่ภายในบ้าน โดยเขาบอกว่าในอีก 10 ปี แทบทุกคนจะมีคนรู้จักหรือสมาชิกในครอบครัวที่เป็นเจ้าของหุ่นยนต์มนุษย์สักเครื่องหนึ่ง

พิดค็อก เชื่อว่าการขยายตัวของหุ่นยนต์จะช่วยเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจได้ เพราะการสร้างหุ่นยนต์เพียงหนึ่งตัวต้องอาศัยทั้งห่วงโซ่การผลิตฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ซึ่งหมายความว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้จะสร้างผลประโยชน์เป็นวงกว้างให้กับผู้เล่นในหลายภาคส่วนพร้อมกัน

เขายังมองว่า เอเชียจะเป็นภูมิภาคที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากแนวโน้มดังกล่าว และนั่นคือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่กองทุนของเขาเลือกลงทุนหนักในบริษัทเทคโนโลยีของเอเชีย โดยพอร์ตการลงทุนหลักในปัจจุบันประกอบด้วย MediaTek, TSMC, Samsung Electronics, Foxconn, ST Engineering และ Singtel ซึ่งกองทุน Asian Income ให้ผลตอบแทนสูงถึง 49.2% ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมานับถึงสิ้นเดือนเมษายน 2568

พิดค็อกถือหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคต่ำกว่าค่าเฉลี่ย เพราะเขาเลือกเล่นธีม “การบริโภค” ผ่านหุ้นเทคโนโลยีแทน โดยมองว่าผู้บริโภคในอนาคตจะนำเงินดิสเครชันนารี หรือเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายจำเป็นไปกับสินค้าเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการอัปเกรดโทรศัพท์มือถือ เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือในที่สุดก็อาจรวมถึงการซื้อหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์เครื่องแรกของตนเอง

·      โอกาสระดับล้านล้าน แต่ต้องระวังความเสี่ยง

แดน ไอฟส์ จาก Wedbush Securities ระบุกับซีเอ็นบีซีว่า หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์อาจกลายเป็นหนึ่งในโอกาสทางการตลาดที่ใหญ่ที่สุดในยุคเอไอ โดยเขาเรียกมันว่า “ไข่ทองคำ” ของ Physical AI และบอกว่าเทคโนโลยีนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาวของ Tesla ที่กำลังพัฒนาหุ่นยนต์ Optimus อยู่

ไอฟส์ บริหาร AI Revolution ETF ของ Wedbush ที่ให้ผลตอบแทน 4.19% ในปีนี้ โดยถือหุ้นหลักในบริษัทผู้ผลิตชิปอย่าง Micron Technology, AMD, Broadcom และ Nvidia

อย่างไรก็ตาม เขาชี้ให้เห็นจุดที่นักลงทุนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ยากในตอนนี้ว่า บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์จำนวนมากยังเป็นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

เขาคาดว่า ตลาดโดยรวมจะมีมูลค่าระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ภายในทศวรรษหน้า และจะเปลี่ยนวิธีการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคและการดำเนินงานของภาคธุรกิจ

ทว่าไอฟส์ก็ย้ำในตอนท้ายว่า แม้หุ่นยนต์จะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตและประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล การขยายตัวของเทคโนโลยีนี้ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาและกำกับดูแลอย่างรอบคอบควบคู่กันไป เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างปลอดภัยและเป็นประโยชน์ต่อสังคมในระยะยาว


ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

วันที่ 15 มิ.ย. 2569


ไฟล์เอกสารแนบ
-
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
ข้อมูลวันที่ : 2026-06-15 06:52:26
700/1 หมู่ 1 นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี, ถ.บางนา-ตราด กม. 57, ต.คลองตำหรุ, อ.เมือง, จ.ชลบุรี 20000
038-215033-39, 033-266040-44
Icon made by Freepik from www.flaticon.com