กระแสความกังวลต่อปัญญาประดิษฐ์ทวีความชัดเจนขึ้นในช่วงต้นปี
2569 ท่ามกลางเสียงเตือนจากทั้งผู้พัฒนาเทคโนโลยี
ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ผู้นำองค์กรการเงินระหว่างประเทศ
และนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ ถ้อยคำที่ถูกใช้ซ้ำๆ คือ “เร็วเกินคาด”
“ผลกระทบกว้างกว่าที่คิด” และ “ยังไม่รู้ว่าจะควบคุมได้แค่ไหน”
ภาพเปรียบเปรยที่ถูกหยิบมาใช้บ่อยคือ
“สึนามิ” หรือ “AI Tsunami” คลื่นขนาดใหญ่ที่กำลังเคลื่อนเข้าหาฝั่งอย่างรวดเร็ว
มองเห็นชัด แต่ยังไม่รู้ว่าควรวิ่งหนีไปทางไหน
ผู้สร้างเอไอออกมาเตือนถึงการกำกับดูแล
บทความ
และบทสัมภาษณ์จำนวนมากเผยแพร่ผ่านสื่อ และเวทีสาธารณะ
โดยสะท้อนความไม่แน่นอนต่อทิศทางของเทคโนโลยีดังกล่าว หนึ่งในเสียงเตือนสำคัญมาจาก
ดาริโอ อาโมเดอี (Dario Amodei) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอนโทรปิก
(Anthropic) บริษัทพัฒนาโมเดลเอไอรายใหญ่ของสหรัฐ
ซึ่งเผยแพร่บทความยาวกว่า 19,000 คำผ่านเว็บไซต์ส่วนตัว
โดยระบุว่าเอไอกำลังพัฒนาเร็วเกินกว่าที่คาดไว้
อาโมเดอี อธิบายว่า ในปี 2566
เอไอยังมีข้อจำกัดในการเขียนโคดคอมพิวเตอร์
แต่ปัจจุบันเอไอสามารถเขียนโคดส่วนใหญ่ที่ใช้ภายในบริษัทได้แล้ว
พร้อมทั้งประเมินว่าในอนาคตอันใกล้
เอไอจะสามารถทำงานที่เกี่ยวข้องกับความสามารถทางปัญญาของมนุษย์ได้หลากหลายประเภท
และอาจครอบคลุมเกือบทั้งหมด
เขาระบุด้วยว่า
แม้เทคโนโลยีใหม่ในอดีตจะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดแรงงาน
แต่เอไออาจก่อให้เกิดผลกระทบที่กว้าง และรวดเร็วกว่ารอบก่อนหน้า
ทีมทดสอบของบริษัทพบพฤติกรรมของโมเดลที่แปลก และคาดเดายาก เช่น การหลอกลวง
การวางแผนซับซ้อน หรือพฤติกรรมต่อต้านเมื่อถูกสั่งปิดระบบ
นอกจากนี้
ยังมีการทดสอบสถานการณ์สมมติที่พบว่าโมเดลบางส่วนเลือกยกเลิกการแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉินที่ช่วยชีวิตผู้บริหาร
หากมองว่าตนเองกำลังจะถูกแทนที่
อาโมเดอียังแสดงความกังวลต่อความเป็นไปได้ที่เอไออาจช่วยออกแบบอาวุธ
โดยเฉพาะในด้านชีววิทยา ซึ่งเขาระบุว่าเป็นพื้นที่ ที่น่ากังวลมากที่สุด
อีกมุมหนึ่ง แมตต์ ชูเมอร์ (Matt
Shumer) ผู้บริหาร และนักลงทุนด้านเอไอ เผยแพร่บทความชื่อ Something
Big is Happening ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา
วิธีการพัฒนาโมเดลเอไอแบบใหม่ทำให้ความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด
โมเดลรุ่นใหม่ไม่ได้เพียงดีขึ้น แต่ดีขึ้นด้วยระยะห่างที่มากกว่าเดิม
และถูกพัฒนาออกมาถี่ขึ้นกว่าเดิม
ชูเมอร์ อธิบายว่า
เอไอในช่วงแรกยังไม่สามารถคำนวณพื้นฐานได้อย่างแม่นยำ แต่ต่อมาในปี 2566
สามารถสอบผ่านใบอนุญาตทนายความ และในปี 2567 สามารถเขียนซอฟต์แวร์
และอธิบายวิทยาศาสตร์ระดับบัณฑิตศึกษาได้ ล่าสุด
โมเดลใหม่ที่เปิดตัวทำให้เทคโนโลยีก่อนหน้าดูเหมือนอยู่คนละยุค
เขาระบุว่า
เอไอไม่ใช่แค่เครื่องมืออัตโนมัติแทนงานเฉพาะด้าน
แต่เป็นระบบที่สามารถทดแทนงานที่ใช้ความคิดโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นงานกฎหมาย การเงิน
การแพทย์ หรือบริการลูกค้า โดยเฉพาะงานที่ทำผ่านหน้าจอ เช่น การอ่าน วิเคราะห์
เขียน และตัดสินใจ
เวทีดาวอส: 60%
ของงานในประเทศพัฒนาแล้วจะได้รับผลกระทบ
ด้านเวทีเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คริสตาลินา จอร์เจียวา (Kristalina Georgieva) ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่า
ผลการศึกษาของ IMF ชี้ว่า ในประเทศพัฒนาแล้วกว่า 60%
ของงานจะได้รับผลกระทบจากเอไอ ไม่ว่าจะเป็นการถูกแทนที่ ปรับเปลี่ยน
หรือเพิ่มประสิทธิภาพ ขณะที่ทั่วโลกตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 40%
เธอเปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่าเหมือน
“สึนามิที่ซัดเข้าสู่ตลาดแรงงาน” คนรุ่นใหม่อาจได้รับผลกระทบมากที่สุด
เนื่องจากงานระดับเริ่มต้นจำนวนมากมีลักษณะเป็นงานที่เอไอสามารถทำแทนได้ เช่น
งานวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น งานสรุปเอกสาร หรือการประมวลผลข้อมูล
จอร์เจียวายังกล่าวว่า
หนึ่งในสิบของงานในประเทศพัฒนาแล้วได้รับการเสริมด้วยเอไอ ซึ่งช่วยเพิ่มค่าจ้าง
และประสิทธิภาพ แต่แรงงานที่ไม่ได้ใช้เอไออาจเผชิญแรงกดดันด้านค่าจ้าง
พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงจากการกำกับดูแลที่ยังไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
ถ้ามองให้ลึกกว่าตัวเลข 60%
ของงานที่อาจได้รับผลกระทบจากเอไอสิ่งที่ผู้นำองค์กรอย่างจอร์เจียวากำลังสื่อ
ไม่ใช่แค่ความกังวลเรื่องการว่างงาน แต่คือ การเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ
ที่ผ่านมา
ทุกครั้งที่มีเทคโนโลยีใหม่เข้ามา ตลาดแรงงานจะค่อยๆ ปรับตัว
เครื่องจักรแทนแรงงานใช้แรง โทรศัพท์แทนจดหมาย อินเทอร์เน็ตแทนร้านค้าแบบดั้งเดิม
แต่รอบนี้ต่างออกไป เพราะเอไอไม่ได้เข้ามาแทนที่ “แรงงานทางกายภาพ” เป็นหลัก
หากแต่กำลังเข้าไปแตะ “แรงงานทางปัญญา”
ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยของชนชั้นกลางในเมืองใหญ่
งานที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ข้อมูล
การเขียน การทำรายงาน การตรวจเอกสาร กำลังถูกตั้งคำถามว่า
ยังจำเป็นต้องใช้คนจำนวนเท่าเดิมหรือไม่
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเอไอจะทำงานได้แทนมนุษย์ทั้งหมดหรือไม่ แต่คือ
อำนาจต่อรองในตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนข้าง
เมื่อบริษัทสามารถให้ระบบอัตโนมัติทำงานได้
30-50% ของกระบวนการเดิม บริษัทไม่จำเป็นต้องเลิกจ้างทั้งหมด
แต่สามารถชะลอการจ้างใหม่ ลดตำแหน่งเริ่มต้น หรือควบรวมบทบาทงานเข้าด้วยกัน
ผลลัพธ์คือ
คนที่เพิ่งจบการศึกษาจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับแรงกระแทก
นี่คือ
สิ่งที่ทำให้คำเปรียบเทียบว่าเอไอเป็น “สึนามิ” มีความหมาย เพราะมันไม่ได้ค่อยๆ
กัดกินพื้นที่ทีละอุตสาหกรรม แต่กำลังแทรกซึมพร้อมกันหลายภาคส่วน ทั้งการเงิน
กฎหมาย การตลาด เทคโนโลยี และบริการลูกค้า
บนเวทีเดียวกัน คริสติน ลาการ์ด (Christine
Lagarde) ประธานธนาคารกลางยุโรป
กล่าวถึงความจำเป็นของความร่วมมือระหว่างประเทศ
เนื่องจากเอไอเป็นเทคโนโลยีที่ใช้เงินทุนสูง ใช้พลังงานสูง
และต้องพึ่งพาข้อมูลจำนวนมาก หากประเทศต่างๆ ไม่ร่วมมือกัน
อาจเกิดข้อจำกัดด้านเงินทุนและข้อมูล
ปลดพนักงาน ความกังวล และคำถามเรื่อง ‘การอ้างเอไอ’
ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Challenger,
Gray & Christmas ระบุว่า ในปี 2568 มีการปลดพนักงานในสหรัฐ
เกือบ 55,000 ตำแหน่งที่เชื่อมโยงกับการนำเอไอมาใช้
ขณะที่อเมซอน (Amazon)
ประกาศลดพนักงาน 15,000 ตำแหน่ง และ มาร์ค เบนิออฟ (Marc
Benioff) ซีอีโอของเซลส์ฟอร์ส (Salesforce) ระบุว่า
บริษัทลดพนักงานฝ่ายบริการลูกค้าหลายพันตำแหน่ง
หลังเอไอสามารถทำงานได้ครึ่งหนึ่งของภาระงานเดิม
อย่างไรก็ตาม
บางฝ่ายเห็นว่าการเชื่อมโยงการปลดพนักงานกับเอไออาจเร็วเกินไป แซนเดอร์ ฟานต์
นอร์เดนเดอ (Sander van’t Noordende) ซีอีโอของแรนด์สตัด
(Randstad) มองว่า
ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโดยรวมก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน
รายงานของ Mercer
ซึ่งสำรวจแรงงาน 12,000 คนทั่วโลก
พบว่าความกังวลเรื่องการตกงานจากเอไอเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
และแรงงานจำนวนมากเห็นว่าผู้นำองค์กรประเมินผลกระทบทางอารมณ์ และจิตใจต่ำเกินไป
นักวิเคราะห์จากธนาคารพาณิชย์
และวาณิชธนกิจรายใหญ่ของเยอรมนี ระบุว่า ความวิตกเกี่ยวกับเอไออาจขยายตัวในปี 2569
และสะท้อนผ่านคดีความด้านลิขสิทธิ์ ความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัยของผู้ใช้งาน
ขณะเดียวกันงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดพบการลดลง
16% ของการจ้างงานในตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับบัณฑิตจบใหม่หลังการเปิดตัว ChatGPT
ในเดือนพฤศจิกายน 2565 แม้ผลการศึกษาจะระบุว่าข้อมูลยังไม่ชัดเจน
อีกด้านหนึ่ง รายงานของ Budget
Lab มหาวิทยาลัยเยล ระบุว่าสัดส่วนการจ้างงานในแต่ละอาชีพของสหรัฐ
ระหว่างปี 2565-2568 ยังไม่เปลี่ยนแปลง
ภาพรวมจึงยังเป็นช่วงรอยต่อ
ระหว่างการคาดการณ์กับข้อเท็จจริง ขณะที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว
หลักฐานเชิงประจักษ์ยังอยู่ระหว่างการสะสม
แม้เอไอจะถูกมองว่าเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
แต่ในเวลาเดียวกัน ผู้พัฒนา ผู้กำหนดนโยบาย
และผู้นำธุรกิจจำนวนมากยอมรับว่ายังไม่สามารถประเมินผลกระทบระยะยาวได้อย่างชัดเจน
ขณะที่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยียังคงเดินหน้าต่อเนื่อง ท่ามกลางคำถามเรื่องการกำกับดูแล
ความเหลื่อมล้ำ และอนาคตของตลาดแรงงานโลก
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569