การขยายตัวของระบบอัตโนมัติ
โรงงานอัจฉริยะ และเอดจ์คอมพิวติ้งกำลังทำให้ "เสถียรภาพของระบบดิจิทัล"
กลายเป็นโจทย์สำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย
เพราะระบบเทคโนโลยีไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสนับสนุนการทำงานอีกต่อไป
แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของการดำเนินธุรกิจที่ต้องพร้อมใช้งานตลอดเวลา
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลรวมถึงระบบอัตโนมัติมาใช้ในภาคอุตสาหกรรม
ตั้งแต่ระบบควบคุมการผลิต ระบบบริหารอาคาร ไปจนถึง Edge Computing
อดัม ไซ
รองประธานฝ่ายขายและการตลาดประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คิงส์ตัน (Kingston)
ระบุว่า การขยายการลงทุนด้านการผลิตอัจฉริยะ ประกอบกับนโยบาย Thailand
4.0 เป็นปัจจัยหนุนให้ตลาดระบบอัตโนมัติเติบโตต่อเนื่อง
ครอบคลุมตั้งแต่ระบบควบคุมในโรงงาน
หน้าจอ Human-Machine
Interface (HMI) ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐาน Edge Computing
ข้อมูลระบุว่า
ตลาดระบบอัตโนมัติภาคอุตสาหกรรมของไทยมีมูลค่า 514.4 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 16,900 ล้านบาท ในปี 2567 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 752.4 ล้านดอลลาร์หรือราว 24,700 ล้านบาท ภายในปี 2573 หรือเติบโตเฉลี่ย 6.5% ต่อปี
Industrial
PC กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
หนึ่งในเทคโนโลยีที่มีบทบาทมากขึ้น คือ Industrial
PC (IPC) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการประมวลผลของระบบอัตโนมัติ
ทั้งระบบ HMI ระบบวิเคราะห์เครื่องจักร และโหนดประมวลผลของ Edge
Computing
เมื่อระบบเหล่านี้ต้องทำงานต่อเนื่องตลอดเวลา
ความเสถียรของอุปกรณ์จึงมีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพ ความต่อเนื่องของธุรกิจ
และความพร้อมในการดำเนินงาน
คิงส์ตันระบุว่า ความท้าทายของ IPC
ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดในช่วงติดตั้ง แต่เกิดหลังเริ่มใช้งานจริง
โดยเฉพาะการบำรุงรักษา การขยายระบบ และการสนับสนุนระยะยาว
ประเด็นแรกคือ Design-in
Rigidity หรือข้อจำกัดในการปรับเปลี่ยนระบบหลังผ่านการรับรอง
เนื่องจากการเปลี่ยนชิ้นส่วนเพียงรายการเดียวอาจทำให้ต้องทดสอบและรับรองระบบใหม่ทั้งหมด
เพิ่มทั้งต้นทุน เวลา และภาระด้านวิศวกรรม
อีกประเด็นคือ
วงจรชีวิตของเครื่องจักรที่ยาวนานกว่าอายุของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
ทำให้องค์กรต้องวางแผนการจัดหาชิ้นส่วน การบริหารวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Product
Life Management) และการสนับสนุนทางเทคนิคควบคู่กัน
'Downtime'
ความเสี่ยงที่มีต้นทุนหลักล้าน
นอกจากประเด็นด้านฮาร์ดแวร์แล้ว
ความสม่ำเสมอของการกำหนดค่าระบบ (Configuration
Consistency) ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญ
เนื่องจากความแตกต่างของฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์
แม้เพียงเล็กน้อยอาจส่งผลต่อการรับรองระบบ ทำให้ระบบทำงานแตกต่างจากที่ออกแบบไว้
กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน และอาจต้องผ่านกระบวนการรับรองใหม่
ขณะที่งานวิจัย Modernization
for Resilience ของ ABB ในปี 2568 ระบุว่า
การหยุดชะงักของระบบโดยไม่ได้วางแผน (Unplanned Downtime) สร้างความเสียหายเฉลี่ยประมาณ
170,000 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง หรือราว 5.5 ล้านบาท และบางกรณีอาจสูงถึง 500,000
ดอลลาร์ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 16 ล้านบาท
‘เสถียรภาพ’ ปัจจัยเชิงกลยุทธ์
จากข้อมูลของคิงส์ตัน
ระบบที่มีความสำคัญสูง (Mission-critical) ทำให้องค์กรให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของการจัดหาชิ้นส่วน
การแจ้งเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ (Product Change Notification: PCN) เพื่อให้องค์กรสามารถวางแผนรับมือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนหรือผลิตภัณฑ์ได้ล่วงหน้า
การบริหารวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ และการสนับสนุนระยะยาวมากขึ้น
นอกจากนี้
การกำหนดค่าระบบให้มีความสม่ำเสมอผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรม เช่น JEDEC
รวมถึงแนวทาง Controlled BOM ยังมีบทบาทในการรักษาความคงที่ของชิ้นส่วน
เพื่อให้ระบบที่ผ่านการทดสอบและรับรองสามารถติดตั้งใช้งานได้อย่างต่อเนื่องในแต่ละรอบการผลิต
คิงส์ตันระบุว่า
เมื่อโครงสร้างพื้นฐานแบบ Always-on ขยายตัวในภาคอุตสาหกรรม
เสถียรภาพของระบบไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านเทคนิคอีกต่อไป
แต่เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความต่อเนื่องของธุรกิจ การบริหารความเสี่ยง
และผลลัพธ์ทางธุรกิจในระยะยาว
สำหรับระบบ Industrial
PC การเลือกหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลไม่ได้ส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบเพียงอย่างเดียว
แต่ยังเกี่ยวข้องกับความต่อเนื่องในการดำเนินงาน ความมั่นคงของระบบ
และผลลัพธ์ทางธุรกิจในระยะยาว
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 17 กรกฎาคม 2569