OpenAI
ประกาศเปิดตัว GPT-6 Astra อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่
3 กันยายน 2569
โดยระบุว่าเป็นโมเดลที่มีความสามารถและมีการทำงานสอดคล้องกับเจตนาของผู้ใช้มากที่สุดของบริษัทในปัจจุบัน
พร้อมยกระดับการแข่งขัน AI จากการเป็นระบบที่ใช้สำหรับ
“ถาม-ตอบ” ไปสู่ AI Agent ที่สามารถลงมือทำงานบนคอมพิวเตอร์
เว็บเบราว์เซอร์ และซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ได้เป็นกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ
OpenAI
ระบุว่า GPT-6 Astra พัฒนาขึ้นจากงานวิจัยหลายปี
ทั้งด้าน Pre-training, Reinforcement Learning และ Alignment
โดยความสามารถหลักครอบคลุมตั้งแต่การใช้คอมพิวเตอร์
การค้นข้อมูลผ่านเว็บ วิศวกรรมซอฟต์แวร์ ความปลอดภัยไซเบอร์ วิทยาศาสตร์
ไปจนถึงงานระดับมืออาชีพที่มีความซับซ้อนสูง
AI ไม่ได้แค่ตอบ
แต่ลงมือทำงานบนคอมพิวเตอร์ได้
หนึ่งในจุดที่ OpenAI
ให้ความสำคัญมากที่สุดกับ GPT-6 Astra คือความสามารถด้าน
Computer Use หรือการใช้คอมพิวเตอร์แทนผู้ใช้
Astra
สามารถทำงานตั้งแต่กรอกแบบฟอร์มออนไลน์ อัปเดตข้อมูลลูกค้าในระบบ CRM
จัดการปฏิทิน ค้นข้อมูลออนไลน์ สรุปข้อมูลลงอีเมลหรือเอกสาร
วิเคราะห์ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ สร้างกราฟ สร้างเว็บไซต์
รวมถึงตรวจสอบการทำงานของเว็บไซต์หลังพัฒนาเสร็จ
นอกจากนี้ยังสามารถติดตั้งและทดสอบซอฟต์แวร์
ตลอดจนช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นบนหน้าจอได้ ซึ่งสะท้อนทิศทางที่ OpenAI
กำลังผลักดัน AI จาก “ผู้ช่วย”
ไปสู่ระบบที่สามารถรับภารกิจและดำเนินงานหลายขั้นตอนด้วยตัวเองมากขึ้น
ผลทดสอบ Agents' Last
Exam ซึ่งวัดความสามารถของ AI Agent ในการทำงานระดับมืออาชีพผ่านซอฟต์แวร์จริง
ตั้งแต่งานโมเดลการเงิน วิศวกรรม ไปจนถึงงานด้านสื่อ พบว่า GPT-6 Astra ทำคะแนนได้ 59.3% เพิ่มจาก GPT-5.6 Sol ที่ 53.6%
ส่วน ScreenSpot-Pro ซึ่งทดสอบความสามารถในการเข้าใจและควบคุมสิ่งที่อยู่บนหน้าจอ Astra
ทำคะแนนได้ 92.7% เทียบกับ GPT-5.6 Sol
ที่ 76.9%
บน OSWorld 2.0 ซึ่งเป็นการทดสอบการทำงานผ่านสภาพแวดล้อมคอมพิวเตอร์ Astra ทำคะแนนได้ 72.6% และ OpenAI ระบุว่าสามารถทำงานได้เร็วกว่า
GPT-5.6 Sol ประมาณ 47% ต่อหนึ่งงาน
โดยใช้เวลาประมาณ 40 นาที เทียบกับประมาณ 75 นาทีของ GPT-5.6 Sol ในการจำลองการทดสอบเดียวกัน
งานเอกสาร-สเปรดชีต-พรีเซนเทชัน
ทำได้ครบขึ้น
อีกด้านหนึ่งที่ OpenAI
วางตำแหน่ง GPT-6 Astra ไว้อย่างชัดเจน
คือการทำงานในองค์กร
โมเดลสามารถจัดการ Workflow
หลายขั้นตอน พร้อมสร้าง เอกสาร สเปรดชีต พรีเซนเทชัน
และงานวิเคราะห์ข้อมูล ตาม Template หรือรูปแบบขององค์กรได้
โดย OpenAI ระบุว่า Astra ได้รับการฝึกให้ดึงเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานมาใช้
ลดการนำข้อมูลที่ไม่จำเป็นมาใส่ในผลลัพธ์
ในการทดสอบ AutomationBench
ซึ่งประเมินการทำงานอัตโนมัติในบริบทของงานมืออาชีพ GPT-6
Astra ทำคะแนนได้ 41.4% มากกว่า GPT-5.6
Sol ซึ่งอยู่ที่ 18.1% มากกว่าสองเท่า
โมเดลรุ่นใหม่ยังถูกออกแบบให้รองรับการเปลี่ยนคำสั่งระหว่างการทำงานได้ดีขึ้น
หากผู้ใช้เพิ่มข้อกำหนด เปลี่ยนทิศทาง หรือถามคำถามแทรกระหว่างงาน Astra
จะสามารถปรับการทำงานโดยยังรักษาเป้าหมายและบริบทเดิมเอาไว้
ARC-AGI-3 พุ่ง 99.9% ดันขีดความสามารถด้าน Reasoning
ในด้านการให้เหตุผลและการแก้โจทย์ที่ไม่คุ้นเคย
GPT-6
Astra ทำคะแนนบน ARC-AGI-3 ได้ 99.9% เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก GPT-5.6 Sol ที่ทำได้ 7.8%
OpenAI
อ้างข้อมูลจาก ARC Prize Foundation ว่า Astra
สามารถทำประสิทธิภาพด้านการดำเนินการเทียบกับมนุษย์ได้สูงกว่าค่าฐานของมนุษย์ใน
96% ของระดับการทดสอบ
ขณะที่การทดสอบด้านคณิตศาสตร์ระดับสูง FrontierMath
Tier 4 เวอร์ชัน 2 ทำคะแนนได้ 97.6% จาก GPT-5.6 Sol ที่ 83% และ Terminal-Bench
Science 0.1 ทำได้ 64.6% เทียบกับรุ่นก่อนที่ 22.4%
ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นการแข่งขัน AI
ในช่วงต่อจากนี้อาจไม่ได้วัดกันเพียงความสามารถในการสร้างข้อความหรือคำตอบ
แต่จะขยับไปสู่ความสามารถในการแก้ปัญหาใหม่ การวางแผน
และการดำเนินงานจริงผ่านเครื่องมือและซอฟต์แวร์
ด้านไซเบอร์แตะระดับ “Critical”
อย่างไรก็ตาม ความสามารถที่เพิ่มขึ้นของ GPT-6
Astra มาพร้อมกับโจทย์ด้านความปลอดภัยที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
OpenAI
เปิดเผยว่า Astra เป็นโมเดลรุ่นแรกของบริษัทที่ถูกจัดว่ามีความสามารถด้าน
Cybersecurity ถึงระดับ Critical ตาม Preparedness
Framework ของ OpenAI
ระดับดังกล่าวหมายความว่า
หากโมเดลมีเครื่องมือและสิทธิ์เข้าถึงที่เหมาะสม Astra มีศักยภาพในการค้นหาช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่ยังไม่เคยถูกค้นพบ
และสามารถพัฒนาวิธีใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในระบบที่ได้รับการป้องกันระดับสูงได้
โดยไม่จำเป็นต้องมีมนุษย์กำกับทุกขั้นตอน
ผลทดสอบ ExploitBench ของ OpenAI ระบุว่า Astra ทำคะแนนได้
100% เทียบกับ GPT-5.6 Sol ที่ 78.5% ขณะที่ SRE-Bench เพิ่มจาก 55.9% เป็น 88%
ความสามารถดังกล่าวทำให้ OpenAI
เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยสำหรับ Astra ทั้งการแยกระบบที่เข้มงวดขึ้น
การเข้ารหัส Checkpoint การติดตามเส้นทางการทำงานของโมเดล
และกระบวนการประเมิน Alignment ก่อนอนุญาตให้ใช้งานภายในองค์กร
ในอีกด้าน OpenAI
ระบุว่า Astra มีพฤติกรรมอยู่ภายในขอบเขตคำสั่งของผู้ใช้ดีขึ้น
โดยการทดสอบหนึ่งที่จำลองสถานการณ์ซึ่งโมเดลเผชิญกับงานที่ยากหรือไม่สามารถทำได้
พบว่า GPT-5.6 Sol ซึ่งทดสอบโดยไม่มีมาตรการป้องกันระดับ Production
ออกนอกเป้าหมายที่ได้รับอนุญาต 48% ของกรณี
ขณะที่ GPT-6 Astra อยู่ที่ 0%
Context Window ทะลุ 1 ล้าน Token
สำหรับนักพัฒนา GPT-6
Astra ใช้ Model ID gpt-6-astra และรองรับ Context
Window สูงถึง 1,050,000 Tokens ขณะที่สามารถสร้างผลลัพธ์สูงสุด
128,000 Tokens และมี Knowledge Cutoff วันที่ 30 เมษายน 2569
ค่าบริการ API
ที่ OpenAI ประกาศอยู่ที่ 10 ดอลลาร์ต่อ 1 ล้าน Input Tokens และ 50 ดอลลาร์ต่อ 1 ล้าน Output
Tokens โดย OpenAI วาง Astra เป็นโมเดลสำหรับงานที่มีความซับซ้อนสูงและต้องดำเนินการแบบ End-to-End
มากกว่าการใช้งานทั่วไป
Plus-Pro-Business-Enterprise เตรียมได้ใช้
OpenAI
เริ่มเปิด GPT-6 Astra ให้กับองค์กรบางส่วนก่อน
โดยระบุว่าจะทยอยเปิดให้ผู้ใช้ ChatGPT Plus, Pro, Business และ
Enterprise ภายในช่วงหลายวันหลังเปิดตัว รวมถึงเปิดผ่าน OpenAI
API, Microsoft Azure และ AWS Bedrock
ดังนั้น GPT-6 Astra ยังไม่ได้เปิดให้ผู้ใช้ ChatGPT ทุกคนพร้อมกันในวันประกาศเปิดตัว
แต่เป็นการทยอยขยายสิทธิ์ใช้งานเป็นลำดับ
การมาของ GPT-6 Astra จึงอาจเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาด AI เพราะสมรภูมิการแข่งขันกำลังขยับจากคำถามว่า
“AI ตอบได้ดีแค่ไหน” ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ AI สามารถรับงาน เข้าใจเป้าหมาย ใช้เครื่องมือ ตัดสินใจระหว่างทาง
และทำงานให้เสร็จตั้งแต่ต้นจนจบได้มากเพียงใด
และยิ่ง AI สามารถลงมือทำงานจริงได้มากขึ้น ประเด็นเรื่องความปลอดภัย การกำหนดสิทธิ์ การควบคุมการตัดสินใจ รวมถึงบทบาทของมนุษย์ในกระบวนการทำงาน ก็จะกลายเป็นโจทย์ที่ภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญควบคู่ไปกับประสิทธิภาพของ AI รุ่นใหม่
ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ