รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ
อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า
ล่าสุดมีงานวิจัย ของ เอ็มไอที (MIT) มหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกา
The Iceberg Index: Measuring Skills-centered Exposure in the AI Economy โดย Aysh Chopra, Santanu Bhattacharya และ คณะ
พบว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) จะพลิกโฉมตลาดแรงงานอย่างกว้างขวาง
ขยายวงไปไกลกว่าที่มีการศึกษาได้แต่เดิม
แม้การศึกษานี้มุ่งไปที่ตลาดแรงงานสหรัฐฯแต่สามารถนำมาเป็นองค์ความรู้เพื่อสังคมไทยเตรียมความพร้อมและมีนโยบายเพื่อตอบสนองอย่างเหมาะสม
AI
กำลังปรับโฉมตลาดแรงงานของอเมริกาที่มีมูลค่ากว่า 9.4
ล้านล้านดอลลาร์
โดยส่งผลกระทบต่อเนื่องที่ขยายวงกว้างไปไกลกว่าภาคเทคโนโลยีที่มองเห็นได้ชัดเจน
เมื่อปัญญาประดิษฐ์เข้ามาทำงานด้านการควบคุมคุณภาพแบบอัตโนมัติในโรงงานยานยนต์
ส่งผลต่อเครือข่ายโลจิสติกส์ ห่วงโซ่อุปทาน
และระบบเศรษฐกิจด้านการบริการในท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม
ตัวชี้วัดด้านแรงงานแบบดั้งเดิมไม่สามารถทำความเข้าใจกับผลกระทบระลอกนี้ได้
เนื่องจากมาตรวัดเหล่านั้นมักวัดผลลัพธ์การจ้างงานหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงกระทันหันขึ้นแล้ว
แต่ไม่ได้วัดจากจุดที่ขีดความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ทับซ้อนกับทักษะของมนุษย์
ก่อนที่การนำมาประยุกต์ใช้จริงได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้น
โปรเจกต์ภูเขาน้ำแข็ง (Project
Iceberg) เข้ามาจัดการกับช่องว่างนี้โดยใช้ โมเดลประชากรขนาดใหญ่ (Large
Population Models) เพื่อจำลองตลาดแรงงานระหว่างมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์
ซึ่งเป็นตัวแทนของคนงาน 151 ล้านคน ในรูปแบบตัวแทนอิสระ (autonomous
agents) ที่ใช้ทักษะมากกว่า 32,000 รายการ ใน 3,000 เคาน์ตี
และมีปฏิสัมพันธ์กับเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์นับพันรายการ
โปรเจกต์นี้ได้นำเสนอดัชนีภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg
Index) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่เน้นทักษะเป็นตัวหลัก
เพื่อวัดมูลค่าค่าจ้างของทักษะที่ระบบปัญญาประดิษฐ์ สามารถทำได้ในแต่ละอาชีพ
โดยดัชนีนี้จะสะท้อนการเปิดรับทางเทคนิค (technical exposure) ในส่วนที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถปฏิบัติงานตามหน้าที่ได้
ไม่ใช่การพยากรณ์ผลลัพธ์การถูกแทนที่หรือกรอบเวลาในการนำมาใช้งานจริง
ผลวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า
การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในปัจจุบันที่มองเห็นได้ชัดเจนและกระจุกตัวอยู่ในด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี
(2.2% ของมูลค่าค่าจ้าง หรือประมาณ 211,000 ล้านดอลลาร์)
นั้นเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ขีดความสามารถทางเทคนิคจริงขยายตัวลึกลงไปใต้ผิวน้ำ
ผ่านระบบปัญญาอัตโนมัติ (cognitive automation)
ซึ่งครอบคลุมงานด้านธุรการ การเงิน
และบริการวิชาชีพ (11.7% หรือประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์)
การเปิดรับนี้มีขนาดใหญ่กว่าสิ่งที่มองเห็นถึง 5 เท่า
และมีการกระจายตัวตามภูมิศาสตร์ไปทั่วทุกรัฐในสหรัฐอเมริกา
มากกว่าที่จะจำกัดอยู่เพียงศูนย์กลางแถบชายฝั่ง
ตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจแบบเดิม เช่น GDP
รายได้ และอัตราการว่างงาน
สามารถอธิบายความผันแปรตามทักษะนี้ได้น้อยกว่า 5%
ซึ่งตอกย้ำเหตุใดที่เราจึงจำเป็นต้องมีดัชนีแบบใหม่เพื่อทำความเข้าใจกับระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยปัญญาประดิษฐ์ โปรเจกต์นี้ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายและผู้นำทางธุรกิจสามารถระบุจุดเสี่ยงสำคัญ
(exposure hotspots) จัดลำดับความสำคัญของการฝึกอบรมและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
และทดสอบมาตรการแทรกแซงก่อนที่จะทุ่มงบประมาณนับพันล้านไปกับการดำเนินการจริง
หากผู้ที่เกี่ยวข้องในสังคมรวมทั้งรัฐบาลไทยไม่ทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมต่อ
ผลกระทบของเทคโนโลยีเอไอต่อตลาดแรงงาน ธุรกิจอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ ให้ดีพอ
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะนำสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรงของกิจการจำนวนมากที่ไม่สามารถปรับตัวได้
และ คุณภาพชีวิตของแรงงานที่ย่ำแย่
แทนที่การเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีเอไอจะนำมาสู่โอกาสใหม่ๆ
คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของแรงงาน การเพิ่มขึ้นผลิตภาพอย่างก้าวกระโดด
และโอกาสใหม่ๆของภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ดัชนีและข้อมูลตัวเลขของหน่วยงานทางเศรษฐกิจของทางการที่มีอยู่เวลานี้ของไทยก็ไม่สามารถวัดพลวัตและธุรกรรมของเศรษฐกิจยุคเอไอ
หรือ AI
Economy ได้เลย
เมื่อดัชนีและข้อมูลตัวเลขแบบเดิมไม่สามารถวัดอะไรได้มากนัก
ย่อมทำให้การกำหนดนโยบายไม่สอดคล้องกับพลวัตเศรษฐกิจภายใต้ยุคเอไอ
การบริหารจัดการเพื่อให้เราได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเอไอย่อมไม่เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเต็มศักยภาพ
ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ