ตลาดสมาร์ทโฟนในปี 2569
กำลังเผชิญกับแรงบีบครั้งใหญ่จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
ที่บังคับให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนต้องเร่งเพิ่มคุณสมบัติการทำงานให้รองรับการประมวลผลบนตัวเครื่อง
(On-device AI) ซึ่งปัจจัยหลักคือการเพิ่มหน่วยความจำชั่วคราวหรือ
แรม (RAM) ให้สูงและเร็วพอ
ข้อมูลจาก Counterpoint
Research พบว่าในปีที่ผ่านมาค่าเฉลี่ยแรมในสมาร์ทโฟนทั่วโลกพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง
8.4GB เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ 7.4GB โดยมีหัวหอกอย่าง แอปเปิล ที่อัปเกรด iPhone 17 Pro
ให้มีแรมถึง 12GB และแบรนด์จีนอย่าง หัวเว่ย
ที่ใส่แรมมาให้สูงถึง 12GB–16GB จนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่บีบให้ทุกค่ายต้องวิ่งตามสงครามสเปกนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังแรมที่เยอะขึ้นกลับต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดของผู้บริโภค เพราะเมื่อราคาชิปแรมในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นตามความต้องการชิป AI ของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจึงตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพื่อไม่ให้ราคาเครื่องแพงจนเกินไป
หลายค่ายจึงเลือกใช้กลยุทธ์
"หั่นสเปกส่วนอื่น" เพื่อนำงบประมาณไปจ่ายค่าแรมแทน
เราจึงเริ่มเห็นเทรนด์สมาร์ทโฟนที่แรมเยอะและฉลาดขึ้น
แต่กลับถูกลดคุณภาพหน้าจอให้มีความละเอียดน้อยลง
หรือใช้ชุดเลนส์กล้องที่สเปกต่ำลงกว่ารุ่นเดิม ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงที่ผู้บริโภคต้องยอมรับหากต้องการเครื่องที่รองรับเทคโนโลยี
AI
แห่งอนาคต
สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลให้อุตสาหกรรมต้องปรับตัวเพื่อรักษาผลกำไร
โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่อย่าง ซัมซุง ที่เริ่มปรับกลยุทธ์ในรุ่น กาแลคซี่ เอส 26 ซีรีส์
ด้วยการยกเลิกรุ่นความจุเริ่มต้น 128GB ทิ้งไป
เพื่อบีบให้ผู้ซื้อขยับไปรุ่นที่สูงกว่าและมีกำไรต่อหน่วยมากขึ้น
แทนที่จะแบกรับต้นทุนชิปแรมที่บานปลายไว้เพียงฝ่ายเดียว
สะท้อนให้เห็นว่าในปี 2569 นี้
จุดโฟกัสของตลาดสมาร์ทโฟนได้เปลี่ยนจากการอัปเกรดสเปกแบบรอบด้าน
ไปสู่การบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด
โดยมีแรมเป็นตัวประกันสำคัญที่ทำให้ฟีเจอร์อื่นต้องถูกตัดทอนลงเพื่อให้ได้เครื่องที่ฉลาดขึ้นตามความต้องการของตลาด
ที่มา : ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 6 มีนาคม 2569