เทคโนโลยีควอนตัมกำลังถูกจับตามองว่าเป็นก้าวต่อไปของการประมวลผลข้อมูล
หลังหลายประเทศเร่งลงทุนเพื่อรองรับการใช้งานในอุตสาหกรรม การแพทย์ การเงิน
และความมั่นคง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประกาศความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน
และบริษัท Hefei Unitary Quantum Technology เพื่อเตรียมติดตั้ง
Ion-Trap Quantum Computer หรือ
“ควอนตัมคอมพิวเตอร์แบบดักจับไอออน” ซึ่งมหาวิทยาลัยระบุว่า
จะเป็นเครื่องแรกของประเทศไทย และจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการศึกษา วิจัย
และพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศ
การประกาศความร่วมมือดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันที่
14 กรกฎาคม 2569 ภายใต้แนวคิด First-in-Nation Quantum Engine and
Program: Beyond AI into the Quantum Future พร้อมเปิดตัวหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต
สาขา Quantum Technology เพื่อเตรียมกำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมควอนตัมที่กำลังเติบโตทั่วโลก
จากยุคเอไอสู่ยุคควอนตัม
แม้เอไอจะช่วยให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้และตัดสินใจจากข้อมูลจำนวนมหาศาล
แต่การประมวลผลยังคงอาศัยคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมเป็นพื้นฐาน
ขณะที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์ใช้หลักการทางฟิสิกส์ควอนตัมในการคำนวณ
ทำให้สามารถประมวลผลปัญหาบางประเภทได้รวดเร็วกว่าเดิมอย่างมาก
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร
อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า
การประกาศติดตั้งควอนตัมคอมพิวเตอร์และการเปิดหลักสูตรด้านเทคโนโลยีควอนตัมถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของมหาวิทยาลัยและวงการวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย
“วันนี้เราไม่ได้เพียงก้าวตามโลกให้ทัน
แต่ต้องก้าวล้ำและมองไปข้างหน้าว่าโลกกำลังจะเดินไปทางไหน
เป้าหมายไม่ใช่เพียงใช้เอไอหรือใช้เทคโนโลยีควอนตัมของผู้อื่น
แต่ต้องมีเทคโนโลยีและบุคลากรของเราเอง”
ศ.ดร.วิเลิศ ยังกล่าวอีกว่า
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา จุฬาฯ
เป็นสถาบันแรกที่ริเริ่มคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของประเทศ
และวันนี้ก็เป็นสถาบันแรกอีกครั้งกับเครื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์
บทบาทของมหาวิทยาลัยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดการเรียนการสอนหรือพัฒนาหลักสูตรเท่านั้น
แต่ต้องสามารถนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี
และนวัตกรรมมาสร้างประโยชน์ต่อสังคมและยกระดับขีดความสามารถของประเทศ
ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีควอนตัมจะเป็นอีกก้าวสำคัญที่เหนือกว่าขีดจำกัดของปัญญาประดิษฐ์
และเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และอุตสาหกรรม
ทำไมต้องเป็น Ion-Trap
Quantum Computer
ดร. หราน เหอ (Dr.
Ran He) จากบริษัท เหอเฝย์ ยูนิทารี ควอนตัม เทคโนโลยี จำกัด
ได้อธิบายหลักการทำงานของระบบควอนตัมคอมพิวเตอร์แบบดักจับไอออน
รวมถึงศักยภาพของเทคโนโลยีในการพัฒนาอัลกอริทึมควอนตัม การวิจัยด้าน Quantum
Information และการประยุกต์ใช้ในงานด้านวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม
เขาระบุว่า Ion-Trap
Quantum Computer หรือควอนตัมคอมพิวเตอร์แบบดักจับไอออน
เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ
และถูกนำมาใช้เป็นหนึ่งในแนวทางหลักของการสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์
ต่างจากคอมพิวเตอร์ทั่วไปที่ใช้บิต (Bit) ซึ่งมีค่าได้เพียง
0 หรือ 1 ควอนตัมคอมพิวเตอร์ใช้หน่วยข้อมูลที่เรียกว่า คิวบิต (Qubit) ซึ่งสามารถอยู่ได้หลายสถานะพร้อมกันตามหลักกลศาสตร์ควอนตัม
ทำให้สามารถคำนวณปัญหาที่มีความซับซ้อนสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในบางประเภทของงาน
สำหรับระบบแบบ Ion-Trap
จะใช้ไอออนหรืออะตอมที่มีประจุไฟฟ้าเป็นคิวบิต
ก่อนกักเก็บไว้ภายในสนามแม่เหล็กไฟฟ้าและควบคุมด้วยลำแสงเลเซอร์
เพื่อให้คิวบิตทำงานร่วมกันตามหลักฟิสิกส์ควอนตัม
วิธีการนี้มีจุดเด่นด้านความแม่นยำของการประมวลผลและความเสถียรของคิวบิต
จึงได้รับความสนใจจากสถาบันวิจัยและบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งทั่วโลก
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระบุว่า
เมื่อมีการติดตั้งระบบดังกล่าวแล้ว
จะใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการศึกษาวิจัยด้าน Quantum
Computing การพัฒนา Quantum Algorithm การสร้างองค์ความรู้ด้าน
Quantum Information รวมถึงการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีควอนตัม
และการสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและสถาบันวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ
เพื่อผลักดันงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริง
ควอนตัมคอมพิวเตอร์กับโจทย์ที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปแก้ได้ยาก
นอกจากการเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการวิจัยแล้ว
คำถามสำคัญคือเหตุใดหลายประเทศจึงเร่งลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัม
รศ.ดร.ธิติ บวรรัตนารักษ์
คณบดีวิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการ จุฬาฯ อธิบายว่า
จุดเด่นของควอนตัมคอมพิวเตอร์ไม่ได้อยู่ที่การทำงานแทนคอมพิวเตอร์ทั่วไปทุกอย่าง
แต่เป็นการแก้ปัญหาบางประเภทที่มีความซับซ้อนสูงและมีตัวแปรจำนวนมาก
ซึ่งคอมพิวเตอร์แบบเดิมอาจต้องใช้เวลาประมวลผลนานมาก
หนึ่งในประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจทั่วโลกคือ
ความมั่นคงด้านไซเบอร์
เนื่องจากระบบเข้ารหัสข้อมูลที่ใช้ปกป้องข้อมูลดิจิทัลในปัจจุบัน
ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมผ่าน Mobile Banking การรับส่งข้อมูลของหน่วยงานรัฐ
หรือการสื่อสารผ่านระบบออนไลน์
ล้วนพัฒนาขึ้นโดยอาศัยข้อจำกัดด้านกำลังประมวลผลของคอมพิวเตอร์แบบเดิม
รศ.ดร.ธิติกล่าวว่า
หากควอนตัมคอมพิวเตอร์มีศักยภาพสูงขึ้น
การถอดรหัสข้อมูลบางรูปแบบอาจทำได้รวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
จึงทำให้หลายประเทศเริ่มพัฒนามาตรฐานการเข้ารหัสรูปแบบใหม่ที่สามารถรองรับการประมวลผลของควอนตัมคอมพิวเตอร์ได้
เพื่อเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยของข้อมูลในระยะยาว
โดยประเทศไทยเองก็มีคณะกรรมการระดับชาติที่กำลังติดตามและเตรียมการเรื่องการเข้ารหัสสำหรับยุคหลังควอนตัมเช่นกัน
นอกจากเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลแล้ว
ควอนตัมคอมพิวเตอร์ยังถูกคาดหวังว่าจะช่วยแก้ปัญหาที่ต้องประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลและมีเงื่อนไขที่ซับซ้อน
ตัวอย่างหนึ่งคือ การวางแผนระบบโลจิสติกส์ ซึ่งต้องคำนึงถึงทั้งเส้นทาง เวลา
ต้นทุน ปริมาณสินค้า และความต้องการของลูกค้าในเวลาเดียวกัน
รศ.ดร.ธิติ ยกตัวอย่างโจทย์ใกล้ตัวว่า
หากต้องจัดส่งไอศกรีมไปยังร้านสะดวกซื้อหลายสาขา
ระบบจะต้องคำนวณเส้นทางที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้สินค้าไปถึงปลายทางตรงเวลา
ไม่ละลาย และยังสอดคล้องกับคำสั่งซื้อของลูกค้า
ปัญหาลักษณะนี้มีข้อมูลและตัวแปรจำนวนมาก การหาคำตอบที่ดีที่สุดจึงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับคอมพิวเตอร์ทั่วไป
เขาเปิดเผยว่า
นักวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเคยนำอัลกอริทึมควอนตัม
มาศึกษาการแก้ปัญหาด้านโลจิสติกส์ลักษณะดังกล่าว
เพื่อทดสอบว่าการประมวลผลแบบควอนตัมสามารถช่วยจัดการโจทย์ที่ซับซ้อนเหล่านี้ได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควอนตัมจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงงานด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน
แต่ยังครอบคลุมภาคการเงิน การคมนาคม การผลิต พลังงาน การแพทย์ และอุตสาหกรรมอื่นๆ
ที่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากและการคำนวณที่ซับซ้อน
เป้าหมายไม่ใช่แค่มีเครื่อง
แต่สร้างระบบนิเวศควอนตัมของประเทศ
ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช
คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า
การติดตั้งควอนตัมคอมพิวเตอร์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมในประเทศไทย
เพราะการสร้างศักยภาพของประเทศด้านนี้ไม่สามารถอาศัยการลงทุนในเครื่องมือเพียงอย่างเดียว
แต่ต้องพัฒนาองค์ประกอบอื่นไปพร้อมกัน ทั้งงานวิจัย ซอฟต์แวร์ บุคลากร
และความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ
เขาอธิบายว่า เป้าหมายของจุฬาฯ
คือการสร้าง “ระบบนิเวศควอนตัม” (Quantum Ecosystem) ที่เชื่อมโยงการเรียนการสอน การวิจัย และการพัฒนาเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน
โดยนักวิจัยจะสามารถใช้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ในการทดลองและพัฒนาองค์ความรู้
ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมสามารถเข้ามาร่วมพัฒนาโจทย์วิจัยที่ตอบสนองต่อการใช้งานจริง
ส่วนภาคการศึกษาจะทำหน้าที่ผลิตบุคลากรที่มีทักษะรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยีในอนาคต
ศ.ดร.ประณัฐ กล่าวว่า
ภายใต้ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน และบริษัท เหอเฝย์ ยูนิทารี
ควอนตัม เทคโนโลยี จำกัด
จะมีการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควอนตัม
เพื่อเป็นศูนย์กลางของการวิจัย การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้
และการพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกัน
เขาระบุว่า ในปี 2570 จุฬาฯ มีแผนติดตั้ง
Ion-Trap
Quantum Computer ที่คณะวิทยาศาสตร์
ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับการวิจัยด้าน Quantum Computing การพัฒนา Quantum Algorithm การสร้างองค์ความรู้ด้าน
Quantum Information รวมถึงการพัฒนาบุคลากรและการต่อยอดงานวิจัยไปสู่ภาคอุตสาหกรรม
“ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกของการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านควอนตัม
เพื่อสนับสนุนทั้งการวิจัย การพัฒนาอุตสาหกรรม
และการผลิตบุคลากรที่จะรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีควอนตัมในประเทศไทย”
ศ.ดร.ประณัฐ กล่าว
เปิดหลักสูตร Quantum
Technology เชื่อมหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน
ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จุฬาฯ
ยังเปิดหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขา Quantum Technology ภายใต้วิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการ ซึ่งออกแบบให้เป็นหลักสูตรสหศาสตร์
โดยรวบรวมองค์ความรู้จากหลายสาขา ทั้งฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์
วิทยาการคอมพิวเตอร์ เอไอ ธุรกิจ และการเงิน
รศ.ดร.ธิติ บวรรัตนารักษ์
คณบดีวิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการ กล่าวว่า
แม้การมีควอนตัมคอมพิวเตอร์จะเป็นก้าวสำคัญของประเทศ
แต่สิ่งที่จะทำให้เทคโนโลยีดังกล่าวสร้างประโยชน์ได้จริง
คือการมีบุคลากรที่เข้าใจหลักการของเทคโนโลยี สามารถใช้งาน ต่อยอด
และพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ได้ด้วยตนเอง
เขาอธิบายว่า
หลักสูตรระดับปริญญาโทจึงไม่ได้มุ่งผลิตนักฟิสิกส์เพียงอย่างเดียว
แต่ต้องการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนจากหลากหลายสาขาเข้ามาเรียนร่วมกัน
โดยมีรายวิชาแกนกลางด้านเทคโนโลยีควอนตัม
ก่อนเลือกศึกษาต่อในสาขาที่สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของแต่ละคน
ผู้เรียนจะได้ทำโครงงานวิจัยร่วมกับนักวิจัย
ผู้เชี่ยวชาญ และภาคอุตสาหกรรม
เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับการแก้ปัญหาจริง
ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนายา วัสดุขั้นสูง พลังงาน การแพทย์ การเงิน หรือระบบคมนาคม
ซึ่งล้วนเป็นสาขาที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีควอนตัมในอนาคต
รศ.ดร.ธิติ กล่าวว่า
มหาวิทยาลัยตั้งเป้าเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกประมาณ 50 คน
โดยออกแบบหลักสูตรในลักษณะวิชาชีพ
เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้ทันที
พร้อมเปิดโอกาสให้นักศึกษาปริญญาตรีชั้นปีสุดท้ายเริ่มลงทะเบียนเรียนบางรายวิชาได้ก่อนสำเร็จการศึกษา
เพื่อลดระยะเวลาในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน
ความร่วมมือไทย-จีน
วางรากฐานการวิจัยระยะยาว
ศ.จินสือ สวี่ (Prof.
Jin-Shi Xu) จาก มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน
กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่าง USTC
กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รวมถึงการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควอนตัม
และกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวิชาการที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
เขากล่าวว่า
การนำเทคโนโลยีควอนตัมมาสู่ประเทศไทยเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างสองสถาบัน
ในระยะต่อไปทั้งสองฝ่ายยังมีแผนส่งเสริมการวิจัยร่วม การแลกเปลี่ยนนิสิต นักศึกษา
และคณาจารย์ รวมถึงการพัฒนานักวิทยาศาสตร์และวิศวกรด้านควอนตัมรุ่นใหม่ เพื่อสร้างบุคลากรที่สามารถผลักดันงานวิจัยไปสู่การประยุกต์ใช้ได้จริง
“USTC พร้อมเดินหน้าความร่วมมือกับจุฬาฯ
อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประโยชน์ทั้งต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ของไทยและจีน
รวมถึงสนับสนุนการเติบโตของเทคโนโลยีควอนตัมในระดับภูมิภาค”
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 16 กรกฎาคม 2569